แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความมั่นคงปลอดภัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความมั่นคงปลอดภัย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

ระเบียบปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับสารสนเทศ

เรื่อง ระเบียบปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับสารสนเทศ

          คณะกรรมการสารสนเทศ ได้กำหนดระเบียบปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับสารสนเทศ โดยมีแนวทางปฏิบัติในการดำเนินงานดังนี้

ระเบียบปฏิบัติเมื่อเกิดอุบัติการณ์ระบบล่ม

นิยาม
          ระบบล่ม หมายถึงสถานการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์บันทึกข้อมูลการบริการผ่านโปรแกรม HOSxP ได้ทุกจุดบริการของโรงพยาบาลเป็นเวลามากกว่า 30 นาทีซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจาก
  1. ไฟฟ้าดับ
  2. เครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย/อุปกรณ์ระบบเครือข่ายมีปัญหาทำให้ไม่สามารถใช้โปรแกรม HOSxP ได้พร้อมกันมากกว่า 10 เครื่อง การโจมตีของไวรัส, มัลแวร์,โทรจัน
  3. เครื่อง Server Master /Data base ของ HOSxP มีปัญหา
  4. ปัญหาอัคคีภัย 
          คณะกรรมการสารสนเทศ ได้กำหนดระเบียบปฏิบัติเมื่อเกิดอุบัติการณ์ระบบล่ม โดยมีแนวทางปฏิบัติในการดำเนินงานดังนี้

ระเบียบปฏิบัติการรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูล

นิยาม
          ความลับของผู้ป่วย หมายถึง ข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยทุกอย่างโดยส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับประวัติสุขภาพหรือการรักษาพยาบาลเช่น การตรวจวินิจฉัยโรค อาการของโรค ยาที่ใช้ รักษาและถ้าหากเป็นการเจ็บป่วยที่ไม่เป็นไปตามปกติหรือมีผู้กระทำเมื่อข้อมูลถูกเปิดเผยไปแล้วอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความอับอายหรือถูกคุกคามชีวิตเช่น กรณีผู้ป่วยถูกข่มขืน ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกยิงหรือป่วยเป็นโรคที่สังคมรังเกียจ เป็นต้น
          เจ้าหน้าที่ หมายถึง เจ้าหน้าที่ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาผู้ป่วยหรือเกี่ยวกับการใช้ข้อมูล
          
ความผิดเกี่ยวกับการเปิดเผยความลับของผู้ป่วย
  1. ความผิดฐานเปิดเผยความลับผู้ป่วยมาตรา 323ตามประมวลกฎหมายอาญาจำคุกไม่เกิน 6 เดือนปรับ 1,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
  2. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 15,24,25 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ ไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  3. เกณฑ์มาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2536 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่เปิดเผยความลับของผู้ป่วยซึ่งตนทราบมาเนื่องจากการประกอบวิชาชีพเว้นแต่ด้วยความยินยอมของผู้ป่วยหรือเมื่อต้องปฏิบัติ ตามกฎหมายหรือตามหน้าที่
          คณะกรรมการสารสนเทศ ได้กำหนดระเบียบปฏิบัติการรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูล โดยมีแนวทางปฏิบัติในการดำเนินงานดังนี้

    วันอังคารที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561

    นโยบายและระเบียบปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัยในระบบสารสนเทศ

              ตามประกาศโรงพยาบาลหัวตะพาน เรื่อง นโยบายในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศโรงพยาบาลหัวตะพาน กำหนดให้มีการจัดทำแนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศของโรงพยาบาลหัวตะพาน เพื่อให้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศโรงพยาบาลหัวตะพาน เป็นไปอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ มีความมั่นคงปลอดภัย และสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้งานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในลักษณะที่ไม่ถูกต้อง และจากการถูกคุกคามจากภัยต่าง ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อโรงพยาบาลหัวตะพานนั้น โรงพยาบาลหัวตะพานจึงกำหนดแนวปฏิบัติในการใช้ระบบสารสนเทศให้มีความมั่นคงปลอดภัย ดังนี้

    หมวดที่ ๑ การควบคุมการเข้าถึงและการใช้งานระบบสารสนเทศ
    • การควบคุมการเข้าถึงสารสนเทศ
    • การบริหารจัดการการเข้าถึงของผู้ใช้
    • การกําหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ใช้งาน
    • การบริหารจัดการสินทรัพย์
    • การควบคุมการเข้าถึงเครือข่าย
    • การควบคุมการเข้าถึงระบบปฏิบัติการ
    • การควบคุมการเข้าถึงโปรแกรมประยุกต์หรือแอพพลิเคชั่นและสารสนเทศ
    • การบริหารจัดการซอฟต์แวร์และลิขสิทธิ์ และการป้องกันโปรแกรมไม่ประสงค์ดี
    • การปฏิบัติงานจากภายนอกสํานักงาน
    • การควบคุมการเข้าถึงระบบเครือข่ายไร้สาย
    • การควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ป้องกันเครือข่าย
    • การควบคุมการใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์
    • การควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ต
    • การใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
    • การใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา
    • การตรวจจับการบุกรุก
    • การติดตั้งและกําหนดค่าของระบบ
    • การจัดเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์
    หมวดที่ ๒ การรักษาความปลอดภัยฐานข้อมูลและสํารองข้อมูล
    • การรักษาความปลอดภัยฐานข้อมูล
    • การสํารองข้อมูล
    หมวดที่ ๓ การตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านสารสนเทศ
    • การตรวจสอบและประเมินความเสี่ยง
    • ความเสี่ยงที่อาจเป็นอันตรายต่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
    หมวดที่ ๔ การรักษาความปลอดภัยด้านกายภาพสถานที่และสภาพแวดล้อม
    หมวดที่ ๕ การดําเนินการตอบสนองเหตุการณ์ความมั่นคงปลอดภัยทางระบบสารสนเทศ
    หมวดที่ ๖ การสร้างความตระหนักในเรื่องการรักษาความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ
    หมวดที่ ๗ หน้าที่และความรับผิดชอบ

    download เอกสาร

    วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

    หมวดที่ 9 มาตรฐานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

              การกำหนดมาตรฐานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์เนื่องจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ องค์กรเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ โดยมีการเชื่อม PC Client ทั้งหมดเป็นเครือข่าย Local Area Networkในเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีอุปกรณ์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากรวมทั้งการจัดการซึ่งต้องการความรู้ความชำนาญพิเศษเข้ามาบริหาร ซึ่งในการจัดทำมาตรฐานอาจจะยังไม่สามารถครอบคลุมมาตรฐานอุปกรณ์เหล่านี้ได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงนำมาตรฐาน Network ระดับพื้นฐานต่างๆที่จำเป็นที่ใช้ในระบบเครือข่ายขององค์กร หัวข้อต่อไปนี้เป็นการกำหนดมาตรฐานมาตรฐานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลหัวตะพาน

    Local Area Network
    • Client Connection Ethernet 100-Base T (100 Mbits)
    • 10.1,2 Cable เป็น UTP Cat.5 (Enhance), RJ 45 Connector
    Network Protocol
    • TCP/IP IP Address Format:IPv4
    Remote Access Service
    • Analog Modem Speed: 56 kbps
    • ISDN Digital Modem: 64-128 kbps
    • การติดตั้งระหว่างสำนักงานผ่าน Internet ใช้ระบบ VPN โดยใช้ Tunneling
    • Protocol: IPSec, PPTP, L2TP
    ระบบ Wireless LAN
    • Frequency range: 2400-2500 kbps
    • Standardized: IEEE 802.llb and/or IEEE 802.11g
    ระบบ Video Conference
    1. สามารถทำการประชุมทางไกลตามมาตรฐานH.320,H323 ตามมาตรฐานITU-Tโดยใช้สัญญาณภาพ(Video)ตามมาตรฐานH.261 และH.263+หรือดีกว่าและสัญญาเสียง(Audio) ตามมาตรฐาน G.711, G.722, G.728
    2. การแสดงผลผ่านจอภาพเป็นไปตามมาตรฐานPALโดยมีความละเอียดของภาพ ตามมาตรฐาน QCIF, FCIF และ 4CIF
    3. สามารถประชุมแบบจุดต่อจุด (Point to Point) ที่ความเร็ว 2 Mbps ตามมาตรฐาน H.323
    4. มีความสามารถในการประชุมหลายจุด (Multipoint) ดังนี้
      • Site ที่ความเร็ว 384 Kbps
      • Site ที่ความเร็ว 512 Kbps
      • สามารถทำการประชุมแบบ Mixed Protocol ระหว่าง H.320 และ H.323
      • มี Port Ethernet LAN ชนิด10-Base T (RJ45) แบบ Built in ไม่น้อยกว่า 2 Portsสำหรับทำการสื่อสารทางไกลมาตรฐาน H.323
      • สามารถกำหนด IP Address ของ Video Codec ได้ทั้งแบบ Manual และจาก DHPCServer กำหนด QoS โดยกำหนดระดับความสำคัญ IP Address ของ Video Codecสามารถทำงานได้หลัง Firewall หรือ Network Address Translationได้
      • มี Built-in Web Browser Capability เพื่อควบคุมและตรวจสอบการทำงานของเครื่องได้
      • สามารถเชื่อต่ออุปกรณ์ Data Conferencing ต่างๆ ตามมาตรฐาน T.120 ได้
      • สามารถทำ Application sharing เช่น File Transfer. White Board จาก MicrosoftNetMeeting ได้
    ระบบ CCTV
    • Protocol: HTTP. TCP/PConnectivity;
    • LAN Interface: TCP/IP, 10/100 Base T
    • Dedicated Line: PSTN Analog Modem or ISDN Digital Modem

    หมวดที่ 8 มาตรฐาน Presentation Slide

    การกำหนดมาตรฐาน Presentation Slide และมาตรฐานBackground มีดังนี้
    1. มาตรฐานขนาดของ Slide เป็นขนาด A4 โดยมีขั้นตอนการ Set คือที่ Menu เลือก File Setup ที่หน้าต่างSlide Sized for: ให้เลือก A4 Paper
    2. มาตรฐาน Background สำหรับใช้ในการ Presentation โดยใช้โปรแกรม Libreoffice หรือ Microsoft office 2003-2007ซึ่งกำหนดรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ขององค์กร ซึ่งจะต้องใส่ไว้ใน Slide ดังนี้
    • Copyright © 2011 Dansai Crown Prince Hosxpital เป็นข้อความแสดงสิทธิ์
    • ชื่อ File: โดยมี Format <รหัสหน่วยงาน>-YYMMDD-<ชื่อไฟล์> เช่น IM-540101-โครงการพิเศษ

    หมวดที่ 7 มาตรฐานเกี่ยวกับการพัฒนา Website

              มาตรฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาWebได้แก่ การจัดการเกี่ยวกับ WebSite ในองค์กร มาตรฐานเกี่ยวกับ Web Design ที่พัฒนาเองโดยบุคลากรของโรงพยาบาลการกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับพัฒนา Web ของโรงพยาบาล ดังนี้
    1. ศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็น Web Master
    2. ศูนย์คอมพิวเตอร์มีหน้าที่รับผิดชอบในการให้การสนับสนุน การพัฒนาปรับปรุง และกำกับดูแลในเรื่อง Security ของระบบ
    3. ต้องติดตั้ง Web counter หรือ Hit counter และแสดงวันที่ Update ข้อมูล ครั้งล่าสุด เพื่อแสดง ความถี่ของการถูกเรียกใช้งานและวันที่ปรับปรุงข้อมูลครั้งล่าสุด
    4. ต้องใส่ชื่อ-นามสกุลจริงผู้รับผิดชอบข้อมูล หน่วยงานที่สังกัด หมายเลขโทรศัพท์และ e-mail Address ไว้ด้านล่างสุดของหน้าแรก เพื่อให้ผู้มีหน้าที่บริหาร Web sit ของ หน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านICTขององค์กรสามารถติดต่อได้ในกรณีเกิดปัญหากับการใช้งานหรือเพื่อให้บุคลากรคนอื่นๆ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับเจ้าของ Websit ได้
    5. แต่ละหน้าต้องออกแบบให้แสดงผลได้พอดีกับจอภาพที่มี Resolution 1280 x 960 Pixels

    หมวดที่ 6 มาตรฐานการรักษาความปลอดภัย

    มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลหัวตะพาน มีรายละเอียดดังนี้

    1.มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ห้อง Server  

    • ต้องปิดล๊อกประตูห้องตลอดเวลา
    • ต้องมีระบบเตือนภัย เช่น ระบบ Door Access Alarm ระบบ Fire Alarm เป็นต้น
    • ต้องมีระบบควบคุมการเข้าออก (Access Control)
    • กรณีบุคคลภายนอกมีความจำเป็นต้องเข้าออกพื้นที่ฯ จะต้องมีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมติดตามอยู่ด้วยตลอดเวลา และหากต้องการ Access อุปกรณ์ใด จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของระบบหรือผู้มีสิทธิ์อนุญาตก่อน
    • ต้องจัดวางตำแหน่งของอุปกรณ์อย่างเหมาะสม ป้องกันความเสี่ยงจากความร้อนจากแสงแดดฝุ่นละออง และความชื้น
    • ต้องมีการบันทึกตรวจสอบสภาพความพร้อมของระบบUPS,แสงสว่างฉุกเฉิน,ระบบป้องกันฟ้าผ่า, ระบบแอร์ และเก็บบันทึกการตรวจสอบไว้เป็นหลักฐาน
    • ไม่นำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามารับประทานในห้อง Server

    2. มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของ Server
    • ต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงแบบชั่วคราวแก่บุคคลภายนอกที่ต้องการเข้าถึง Server นั้น และต้องมอบหมายให้มีผู้ควบคุมตรวจสอบบันทึกรายการ และลบสิทธิ์ทันที่ที่ปฏิบัติงานเสร็จ
    • ต้องมีบันทึกรายการของ OS,Service Patch,Application ที่ติดตั้งบน Server นั้นๆ
    • ต้องตรวจสอบ Security Log เพื่อค้นหา Invalid attempt access ของผู้บุกรุกและตรวจสอบFault alarm log เพื่อการ Trace back ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำวัน
    • ต้องมีคู่มือการ Start up/shut down server
    • ต้องมีบันทึกการ Backup data และ OS เป็นประจำ (Dairy Backup และ monthly Full Backup)
    • ต้องทำการ Synchronize clock ของ Server และ Network Device ให้มีเวลาตรงกันทั้งหมด
    • ต้องตั้งค่าAdministratoraccount/Passwordให้ยากต่อการคาดเดา(ไม่ต่ำกว่า8 ตัวอักษร) และต้องไม่ใช้คำ Default
    • ต้องกำหนดค่า Limit time to access
    • ต้อง log off System ทุกครั้งเมื่อเลิกใช้ Management console หรือเมื่อลุกออกไปจากหน้าจอ
    • กรณีที่มี System Administrator โยกย้ายหรือเปลี่ยนแปลงหน้าที่ให้ หัวหน้าหน่วยยกเลิกสิทธิ์การเข้าถึงอุปกรณ์ดังกล่าวทันที
    • ต้อง Update Security Patch อย่างสม่ำเสมอ
    • ต้องมีบันทึกสรุปการเกิดปัญหาของอุปกรณ์ และการแก้ไขระบบ
    • ต้องมีขั้นตอนการทำลาย Computer media เช่น Disk, Tape, Print out Report
    3.มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์และสื่อสาร
    • กำหนด Network Service ที่ไม่อนุญาตให้รับ-ส่งได้บนเครือข่าย
    • มีการทดสอบความปลอดภัยทุกครั้งที่จะเชื่อมต่อกับเครือข่ายของบุคคลภายนอก เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการเข้าถึง Resources ที่ไม่ได้รับอนุญาต
    • ต้องทำ Secure Authenticate ทุกครั้งที่ต้องการ access อุปกรณ์เพื่อการ Administration และต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงแบบชั่วคราวแก่บุคคลภายนอกที่ต้องการเข้าถึงอุปกรณ์นั่น พร้อมมอบหมายให้มีผู้ควบคุม ตรวจสอบและลบสิทธิ์ทันที่ปฏิบัติงานเสร็จ
    • ต้องตรวจสอบ Security Log เพื่อค้นหา Invalid attempt access ของผู้บุกรุก และตรวจสอบFault alarm log เพื่อการ Trace back ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำวัน
    • ต้องตั้งค่า Network Administrator Account/Password ให้ยากต่อการคาดเดา (ไม่ต่ำกว่า 8 Characters) และต้องไม่ใช้คำ Default
    • ต้องป้องกัน Unauthorized access สู่ Remote Access diagnostic port และต้องใช้ Secure Port ในการทำ Remote Administration เท่านั้น
    • ต้องทำการ Synchronize time ของอุปกรณ์ Network /Gateway ทุกเครื่องให้ตรงกันรวมทั้งSynchronize ให้ตรงกับอุปกรณ์ Server ด้วย
    • ต้องมีบันทึก Configuration Change Control ในประเด็นที่เป็น Major Change
    • ต้อง Update Security Patch อย่างสม่ำเสมอ
    • ต้องมีบันทึกสรุปการเกิดปัญหากับอุปกรณ์ และแนวทางแก้ไข

    4.มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยเคลื่อนย้ายและทำลายข้อมูลของอุปกรณ์ ICT
    • ต้องทำการ Clear ข้อมูลที่บันทึกอยู่ในอุปกรณ์ HD, Backup Tape หรือสื่อที่ใช้เก็บข้อมูลก่อนทำการเปลี่ยนทดแทนอุปกรณ์ รวมทั้งลบข้อมูลที่บันทึกในอุปกรณ์ที่ต้องการทำลายหรือแทงจำหน่ายต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้มีอำนาจอนุมัติในการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ออกไปบำรุงรักษาภายนอกสถานที่
    5.มาตรฐาน Electronic Data Classification
    • กรรมกาสารสนเทศได้กำหนดให้ผู้เกี่ยวข้องกับการทำ ElectronicDate Classification มีดังนี้- Data Owner หมายถึง เจ้าของข้อมูล- Data Custodian หมายถึง ผู้ปกป้องรักษาข้อมูล- Data User หมายถึง ผู้ใช้ข้อมูล
    • กรรมการสารสนเทศจะทำหน้าที่เป็น Data Custodian ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าของข้อมูลอย่างเป็นทางการเท่านั้น
    • กรรมการสารสนเทศได้กำหนดชั้นระดับความลับข้อมูลออกเป็น 4 ระดับ เรียงตามลำดับต่ำสุดถึงสูงสุด ตามนโยบายเกี่ยวกับความลับองค์กร ดังนี้- ข้อมูลที่เปิดเผยได้ (Public)- ข้อมูลปกปิด (Non Disclosure or Sensitive)- ข้อมูลลับ (Confidential)- ข้อมูลลับมาก (Secret)
    • กรรมการสารสนเทศออกแบบระบบสารสนเทศและจัดหาSoftware Tool ในการป้องกันการเข้าถึง การเปิดเผยข้อมูล ความครบถ้วนของข้อมูล และความพร้อมใช้ของข้อมูลให้ตามความองการของเจ้าของข้อมูลที่สอดคล้องกับทิศทางขององค์กร
    • เจ้าของข้อมูลต้องกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษา และการทำลายข้อมูลให้กรรมการสารสนเทศทราบ
    • หน่วยงานเจ้าของข้อมูลมีหน้าที่ทบทวนชั้นความลับข้อมูล
    • หน่วยงานเจ้าของข้อมูลต้องกำหนด Output report และ Screen display ที่สอดคล้องกับระดับชั้นความลับ
    • ผู้ใช้ข้อมูลมีหน้าที่ปฏิบัติตามสิทธิ์ที่เจ้าของข้อมูลกำหนดเท่านั้น

    หมวดที่ 5 มาตรฐานการจัดเก็บเอกสารแบบอิเลคทรอนิกส์

              มาตรฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยพิจารณาแยกเป็นเอกสารจากภายนอกองค์กรและเอกสารภายในองค์กร โดยมีข้อกำหนดดังนี้
    1. มาตรฐานระบบงาน Document Management การเก็บเอกสารสำหรับเอกสารจากภายในหรือภายนอก หรือเอกสารที่จำเป็นต้อง Scan ให้ใช้ซอฟท์แวร์โมดูลงานสารบรรณของ HOSxP ในการจัดเก็บและทำลายตามระเบียบงานสารบรรณ
    2. มาตรฐานการจัดการ Hard disk สำหรับจัดเก็บข้อมูลในเครื่อง PC และ notebook มีดังนี้-Drive C: สำหรับติดตั้งระบบปฏิบัติการและโปรแกรมต่างๆ-Drive D: สำหรับเก็บข้อมูล โดยให้มี Folder ของหน่วยงานโดยตั้งชื่อ Folderของหน่วยงาน
       คือ WORK_<รหัสหน่วยงาน>


      ตัวอย่างการตั้งชื่อ Folder เก็บงานใน Driver D:
      WORK_IM
    3. มาตรฐานการตั้งชื่อ Folder มี Format ดังนี้ <รหัสหน่วยงาน>--<ชื่อ Folder>

      ตัวอย่างการตั้งชื่อ Folder
      IM_รูปภาพ
    4. มาตรฐานการตั้งชื่อ File มี Format ดังนี้ <รหัสหน่วยงาน>--<ชื่อ File>

      ตัวอย่างการตั้งชื่อ File
      IM-540101-service profile.doc

    หมวดที่ 4 มาตรฐาน e-mail ที่ใช้ในสำนักงาน

              การกำหนดมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ e-mail ได้แก่มาตรฐานของ email address โดยคณะกรรมการสารสนเทศได้กำหนดมาตรฐานสำหรับการใช้ email ของบุคลากรโรงพยาบาลหัวตะพาน ดังนี้

    มาตรฐาน e-mail address
    1. กำหนดให้บุคลากรต่อไปนี้ต้องมี e-mail ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร
      - ผู้อำนวยการและคณะกรรมการบริหาร
      - คณะกรรมการทีมประสานทุกคน
      - หัวหน้างานและรองหัวหน้างาน
      - เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล
    2. กำหนดให้ gmail เป็นมาตรฐานของการใช้ e-mail ในโรงพยาบาล
    3. กำหนดมาตรฐานข้อความท้าย e-mail ดังนี้
      ชื่อ-นามสกุล
      ตำแหน่ง.......................................
      โรงพยาบาลหัวตะพาน
      โทร.045-469075 ต่อ หมายเลขโทรศัพท์ภายใน

    หมวดที่ 3 มาตรฐาน Software ที่ติดตั้งใน PC และ Notebook

         มาตรฐานซอฟท์แวร์ต่างๆที่จะติดตั้งในเครื่อง PC และ Notebook ได้แก่มาตรฐานการจัดหา Software License และการใช้ Software ในองค์กร มาตรฐาน Font งานเอกสารที่ใช้สื่อสารในองค์กร มาตรฐาน Software ของ Office Desktop ที่ติดตั้งใน PC และ Notebook ทุกเครื่องและSoftware พิเศษ มีรายละเอียดดังนี้

    การใช้ Software ในองค์กร
      1. ศูนย์คอมพิวเตอร์จะเป็นผู้รับผิดชอบการจัดหา ให้บริการติดตั้งและการให้คำแนะนำช่วยเหลือสำหรับ Software ที่กำหนดเป็นมาตรฐานของ Office Desktop และ Software ตามภาระหน้าที่ของหน่วยงาน
      2. รายการ Software นอกเหนือจากรายการที่ระบุ ถือเป็น Software ที่ใช้เฉพาะหน่วยงาน ซึ่งผู้ใช้จะต้องแจ้งคณะกรรมการสารสนเทศเพื่อขอรับความเห็นชอบในการนำมาใช้งาน โดยศูนย์คอมพิวเตอร์จะเป็นหน่วยงานจัดหา ติดตั้ง และแนะนำการใช้งานให้แก่ หน่วยงานที่รับผิดชอบงานต่อไป
      3. ห้ามผู้ใช้ติดตั้ง Software นอกเหนือจากรายการที่ระบุในเครื่องคอมพิวเตอร์ขององค์กร
      4. การกำหนดมาตรฐาน Software ที่ติดตั้ง เพื่อให้เกิดความสอดคล้องของการใช้ข้อมูลร่วมกันในเชิงภาพกว้างแต่หากเครื่องของผู้ใช้ใดยังไม่สามารถติดตั้ง Software ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ศูนย์คอมพิวเตอร์จะติดตั้ง Software ที่เหมาะสมกับสภาพเครื่องคอมพิวเตอร์ของใช้ในขณะนั้น พร้อมกับแนะนำวิธีการใช้เฉพาะที่จะทำให้เกิดความสอดคล้องกับผู้ใช้ส่วนใหญ่ได้
      มาตรฐาน Software ที่ใช้ในโรงพยาบาล
      1. มาตรฐาน Font งานเอกสารที่ใช้สื่อสารในองค์กร
      • การกำหนดภาษาใน Software ที่สามารถใช้ภาษาไทยได้ ให้ใช้มาตรฐานของ Unicode Format
      • ลักษณะของรูปแบบตัวอักษร กำหนดเป็น Font : TH SarabunPSK 9 หรือ Cordia New โดยขนาด Font มาตรา 14 หรือเป็นไปตามลักษณะการใช้
      • รูปแบบของเอกสารที่ใช้เป็นไปตามรูปแบบเอกสารที่กำหนดเป็นเอกลักษณ์ขององค์กร
      2. มาตรฐาน Software ของ Office Desktop ที่ติดตั้งใน PC และ Notebook ทุกเครื่อง

      Software ระบบปฏิบัติการ
      • Linux CenOS
      • Window XP
      • Windows 7
      • Windows 8
      Software สำนักงาน ชุดโปรแกรมพิมพ์เอกสาร
      • Microsoft office 2003
      • Microsoft office 2007
      • Microsoft office 2010
      Software ป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์
      • Microsoft Essentials free antivirus
      • Kapersky lisence
      • Eset Nod32 Antivirus
      Software บีบอัดข้อมูล
      • 7z
      • WinZIP
      • WinRar
      Software อ่านไฟล์ PDF
      • Adobe Acrobat
      • Adobe Reader
      Software สำหรับแต่งภาพ
      • Adobe Photoshop
      • Picasa 3
      Software Utility
      • Dropbox
      • Google Drive
      • Team viewer
      Software ที่ใช้งาน Internet
      • Google chrome
      • Google talk
      • Skype
      • Team talk
      Software Multimedia
      • AIMP2
      • Gom-Player
      Software ที่ให้บริการผู้ป่วย
      • HOSxP
      • OPPP nhso
      Software เสริม
      • โปรแแกรมบริหารความเสี่ยง DS-Service
      • โปรแกรมครุภัณฑ์ DS-Asset

      หมวดที่ 2 มาตรฐาน Hardware

                การกำหนดมาตรฐาน Hardware ซึ่งเป็นข้อแนะนำคุณสมบัติขั้นต่ำ หรือทิศทางของเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดความสอดคล้องของการใช้งาน Hardware นั้นๆ ดังนั้นในการออกข้อกำหนดสำหรับการจัดหาใหม่จะต้องพิจารณา Specification ของอุปกรณ์ที่จะต้องจัดหาเพิ่มเติมจากข้อมูลในท้องตลาดโดยข้อมูลตัวเลขที่ให้เป็นค่าขั้นต่ำ ซึ่งสามารถกำหนดให้สูงกว่าได้ตามความเหมาะสมในการใช้งาน ยกเว้นตัวเลขที่มีการกำกับว่า“ไม่เกิน”ซึ่งถือว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นค่าสูงสุดที่ยอมรับได้ ในการจัดทำงบประมาณเพื่อการจัดซื้อ สามารถตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะและราคากลางได้จาก e-Catalog ใน Websiteของกระทรวง ICT ในหัวข้อต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำสำหรับ Hardware ประเภทต่างๆโดยพยายามหลีกเลี่ยงการกำหนดคุณสมบัติเฉพาะที่เจาะจงเป็นของผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง

      เอกสารอ้างอิง
      เกณฑ์ราคาพื้นฐานของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

      หมวดที่ 1 มาตรฐานสิทธิ์การเบิก / ยืมอุปกรณ์และการให้บริการ ICT

                มาตรฐานสิทธิ์ในการเบิก/ยืมอุปกรณ์สำหรับใช้งานหรือรับบริการ ICT ของบุคลากรในโรงพยาบาลหัวตะพาน โดยกำหนดสิทธิ์ในการเบิก/ยืมอุปกรณ์ สำหรับใช้งานหรือรับบริการ ICT ของบุคลากรในองค์กรโดยกำหนดให้สอดคล้องกับนโยบายและกฎระเบียบของโรงพยาบาล ดังนี้
      1. การขอเบิกอุปกรณ์เพื่อใช้ประจำตัวบุคลากร ตามความจำเป็น และเพื่อใช้งานร่วมกัน (share) จะต้องรับอนุมัติให้ใช้งานได้จากรับหัวหน้าฝ่ายแผนงานและประเมินผล
      2. ในกรณีเบิกยืมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และสื่อสารเพื่อใช้งานชั่วคราวระยะเวลาไม่เกิน 5 วัน จะต้องได้รับอนุมัติจากหัวหน้างานศูนย์คอมพิวเตอร์
      3. อุปกรณ์ / สิทธิ์การใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต หากระยะเวลาใช้งานเกิน 5 วัน แต่ไม่เกิน 1 เดือน จะต้องได้รับอนุมัติจากประธานคณะกรรมการสารสนเทศ หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ
      4. อุปกรณ์/สิทธิ์การใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตของนักเรียน/นักศึกษา ที่ฝึกประสบการณ์ในโรงพยาบาลจะต้องได้รับอนุมัติหัวหน้าฝ่ายงาน /ประธานคณะกรรมการสารสนเทศ หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ

      มาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ

      มาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศโรงพยาบาลหัวตะพาน

      นิยาม
                มาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICTStandard) หมายถึง แนวทางกรอบกติกาและการจัดการเพื่อใช้อ้างอิงในงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงพยาบาลหัวตะพาน ทั้งทางด้านซอฟท์แวร์ เครื่องมือ และเทคโนโลยีเพื่อให้การใช้เทคโนโลยีในองค์กรมีทิศทางเดียวกันและตรงกับความต้องการขององค์กร ที่จะนำไปสู่การลดต้นทุนและลดระดับความซับซ้อนในการใช้งานรวมทั้งเกิดความต่อเนื่องของการใช้สารสนเทศในองค์กร ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำและใช้มาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศได้แก่ ผู้จัดหา ผู้ดูแล ผู้บริหารจัดการและผู้ใช้อุปกรณ์สารสนเทศ โดยมีฝ่ายวางแผนเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรเป็นผู้รับผิดชอบปรับปรุงความทันสมัยของมาตรฐานดังกล่าว

      วัตถุประสงค์ของการจัดทำมาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ
      1. เพื่อเป็นแนวทางในการให้บริการและจัดอุปกรณ์ต่างๆให้กับบุคลากรในองค์กร
      2. เพื่อให้บุคลากรในองค์กรมีทักษะ ความสามารถไปในทิศทางเดียวกัน สามารถโยกย้ายงานหรือทำการถ่ายโอนความรู้ (Knowledge Transfer) กันได้ง่าย
      3. เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำงบประมาณด้าน ICT ของโรงพยาบาลหัวตะพาน
      กรรมการสารสนเทศได้แบ่งมาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหมวดใหญ่ๆ 9 หมวดดังนี้
                ในแต่ละหมวดแบ่งเป็นรายการต่างๆซึ่งสอดคล้องกับนโยบายยุทธศาสตร์ ระเบียบของโรงพยาบาล และเทคโนโลยีด้าน ICT ในปัจจุบัน รายการต่างๆ ที่นำเสนอในคู่มือนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งซึ่งยังไม่ ครอบคลุมถึงรายการอื่นที่อาจมีขึ้นตามความจำเป็นขององค์กรและเทคโนโลยีในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ดังนั้นคณะกรรมการสารสนเทศจะดำเนินการทบทวนและปรับปรุงรายการต่างๆ เป็นระยะๆ เพื่อให้มีความทันสมัยตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

      แผนป้องกันภัยพิบัติ

      แผนป้องกันภัยพิบัติระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

      หลักการและเหตุผล
                โรงพยาบาลหัวตะพาน ได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและให้บริการประชาชนได้รับความสะดวก ในขณะเดียวกันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อาจได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตี จากไวรัสคอมพิวเตอร์ จากบุคลากร จากปัญหาไฟฟ้า จากอัคคีภัยหรือจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกต่างๆ ทำความเสียหายต่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของโรงพยาบาล เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวกรรมการสารสนเทศโรงพยาบาลตัวอย่าง ได้เล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีแผนป้องกันภัยพิบัติระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

      วัตถุประสงค์
      1. เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลรักษาระบบความมั่นคงปลอดภัยของฐานข้อมูลและสารสนเทศให้มีเสถียรภาพและมีความพร้อมสำหรับการใช้งาน
      2. เพื่อลดความเสียหายที่จะอาจเกิดแก่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
      3. เพื่อให้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
      4. เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
      5. เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ ในการดูแลรักษาระบบ ความปลอดภัยของฐานข้อมูลและสารสนเทศของโรงพยาบาล
      การประเมินสถานการณ์ความเสี่ยง
                จากการวิเคราะห์และตรวจสอบความเสี่ยงต่างๆ ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ของโรงพยาบาลพบว่า ความเสี่ยงที่อาจเป็นอันตรายต่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มีดังนี้
      1. เจ้าหน้าที่หรือบุคลากรของหน่วยงาน(Humanerror) เจ้าหน้าที่หรือบุคลากรของหน่วยงานขาดความรู้ความเข้าใจในเครื่องมืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งด้าน Hardware และ software อันอาจทำให้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเสียหายใช้งานไม่ได้หรือหยุดการทำงาน ส่งผลให้ไม่สามารถใช้งานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ในเบื้องต้น จึงได้ประชุมชี้แจงและจัดให้เจ้าหน้าที่เข้ารับการอบรม ให้มีความรู้ความเข้าใจในด้าน Hardware และ Software เบื้องต้นเพื่อลดความเสี่ยงด้านความผิดพลาดที่เกิดจากบุคลากรให้น้อยที่สุด
      2. ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virus) สร้างความเสียหายให้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ถึงขั้นใช้งานไม่ได้ มีการดำเนินการคือติดตั้งโปรแกรม Antivirus สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องพร้อมตรวจสอบการ Update ของโปรแกรม Antivirus อย่างสม่ำเสมอ
      3. ระบบไฟฟ้าขัดข้องหรือความเสียหายจากเพลิงไหม้ โดยได้ติดตั้งอุปกรณ์สำรองไฟฟ้า (UPS)เพื่อควบคุมการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับระบบเครื่องแม่ข่าย(server) กรณีเกิดกระแสไฟฟ้าขัดข้องระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จะสามารถให้บริการได้ในระยะเวลาที่สามารถจัดเก็บและสำรองข้อมูลไว้อย่างปลอดภัย ส่วนการป้องกันความเสียหายอันเนื่องมาจากเพลิงมีระบบควบคุม ป้องกันเพลิงไหม้อย่างเหมาะสม รวมทั้งมีเครื่องดับเพลิงติดตั้งตามจุดต่างๆในอาคารและทำป้ายบอกจุดติดตั้งเพื่อดับเพลิง
      4. โจรกรรมการขโมยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ในส่วนของห้องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายได้กำหนดห้ามผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณห้อง ยกเว้นหากจำเป็น จะต้องมีเจ้าหน้าที่ของฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นผู้รับผิดชอบนำพาเข้าไป สำหรับประตูเข้าออกได้ล๊อคประตูทุกครั้งและติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจสอบและจำกัดทางเข้าออกในช่วงนอกเวลาราชการ
      การสำรองข้อมูล
                การสำรองข้อมูล(Backup) เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อข้อมูลเสียหายหรือถูกทำลายจากไวรัสคอมพิวเตอร์ ผู้บุกรุกทำลาย โจรกรรม หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล โดยสามารถนำข้อมูลที่มีปัญหากลับมาใช้งานได้ มีแนวทางโดยมีการตั้งค่าระบบให้มีการสำรองข้อมูลดังนี้
      1. จัดเก็บข้อมูลใน Server หลัก จัดทำเป็น RAID-1 โดยมี Hard disk สำหรับบันทึกข้อมูลที่เหมือนกันจำนวน 2 ลูก
      2. จัดเก็บข้อมูลใน Server รอง ตัวที่ 1 จัดทำเป็น RAIDS-1 โดยมี Hard disk สำหรับบันทึกข้อมูลที่เหมือนกันจำนวน 2 ลูก และใช้การทำ Replication ข้อมูลจากเครื่อง Server หลักแบบ Realtime
      3. จัดเก็บข้อมูลใน Server รอง ตัวที่ 2 โดยใช้การทำ Auto Back up แบบ Full วันละ 1 ครั้งเวลา 20.15 น. และมีการทดสอบข้อมูลสำรองเดือนละ 1 ครั้ง
      4. มีการ Copy ข้อมูล Backup จาก Server รอง ตัวที่2 จัดเก็บไว้ใน Harddisk External ขนาด 1 TB สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และเก็บข้อมูล Backup ของทุกวันย้อนหลังไป 3 เดือน หลังจากเดือนที่ 3 ไปแล้วจะเก็บข้อมูล Backup ทุกวันที่ 1 ของเดือน และทำการจัดเก็บ Harddisk External ไว้ที่งาน OPD
      การเตรียมการป้องกัน
      1. การป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ มีการติดตั้งซอฟแวร์ป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายติดตั้งระบบปฏิบัติการเป็น Linux และเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่ายที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายติดตั้ง Software ป้องกันไวรัส และป้องกันการใช้อุปกรณ์สื่อพกพาอื่นๆ เช่น Flash drive ,Harddisk Ext. การกำจัดการใช้งาน Internet เช่นการ download การป้องกันการถอดถอนหรือติดตั้งโปรแกรมเพิ่ม เพื่อไม่ให้เป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาบุกรุก หรือทำลายระบบได้ 
      2. การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าขัดข้อง เป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาจากกระแสไฟฟ้าซึ่งอาจสร้างความเสียหายแก่ระบบสารสนเทศและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ
        • ติดตั้งเครื่องสำรองไฟฟ้าและปรับแรงดันอัตโนมัติ (UPS) เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือการประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งในส่วนของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) ซึ่งมีระยะเวลาในการสำรองไฟฟ้าได้ประมาณ 30 นาที และเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ซึ่งมีระยะเวลาในการสำรองไฟฟ้าได้ประมาณ 5-10 นาที
        • เปิดเครื่องสำรองไฟฟ้าตลอดระยะเวลาในการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ และบำรุงรักษาเครื่องสำรองไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ
        • เมื่อเกิดกระแสไฟฟ้าดับให้ผู้ใช้ทำการบันทึกข้อมูลที่ยังค้างอยู่ทันที ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ
        • มีระบบแจ้งเตือนไฟไหม้ที่ห้องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย สัญญานแจ้งเตือนจะดังขึ้นที่ห้องฉุกเฉิน พร้อมมีอุปกรณ์ดับเพลิงติดตั้งในทุกอาคาร เพื่อการควบคุมเพลิงในเบื้องต้น
      3. การป้องกันการบุกรุกและภัยคุกคามทางคอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับระบบสารสนเทศและระบบเครือข่ายมีแนวทางดังนี้
        • มาตรการควบคุมการเข้าออกห้องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและการป้องกันความเสียหาย โดยห้ามบุคคลที่ไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง เข้าไปในห้องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย หากจำเป็นให้มีเจ้าหน้าที่ของฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นผู้รับผิดชอบนำพาเข้าไปที่ประตูเข้าออก
        • มีการติดตั้ง Firewall เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตจากระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสามารถเข้าสู่ระบบสารสนเทศและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้โดยจะเปิดใช้งานFirewall ตลอดเวลา
        • มีการติดตั้ง Proxy Server เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการอินเตอร์เน็ตขององค์กรและกลั่นกรองข้อมูลที่มาทาง website ซึ่งจะมีการกำหนดค่า Configuration ให้มีความปลอดภัยต่อระบบสารสนเทศและเครือข่ายคอมพิวเตอร์
        • มีเจ้าหน้าที่ดูแลระบบเครือข่าย ทำการตรวจสอบปริมาณข้อมูลบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตขององค์กร เพื่อสังเกตปริมาณข้อมูลบนเครือข่ายว่ามีปริมาณมากผิดปกติ หรือการเรียกใช้ระบบสารสนเทศ มีความถี่ในการเรียกใช้ผิดปกติ เพื่อจะได้สรุปหาสาเหตุ และป้องกันต่อไป
        • การเรียกใช้ระบบสารสนเทศจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ผู้ใช้ระบบจะต้องมีการบันทึกชื่อผู้ใช้ (user name) และรหัสผ่าน (password) เพื่อตรวจสอบก่อนระบบอนุญาตให้ใช้งานได้ตามสิทธิ์และอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ
        • การดำเนินการตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 จะช่วยเสริมสร้างมาตรการป้องกันการบุกรุกและภัย คุกคามคอมพิวเตอร์
      4. การจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น ในการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นต่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ศูนย์คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลด้านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้มีการจัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็นในกรณีคอมพิวเตอร์เกิดขัดข้องใช้งานไม่ได้ ดังนี้
        • แผ่นติดตั้งระบบปฏิบัติการ/ ระบบเครือข่าย/ แผ่นติดตั้งระบบงานที่สำคัญ
        • ข้อมูลสำรองระบบงานที่สำคัญ
        • แผ่นโปรแกรม antivirus/spyware
        • แผ่น driver อุปกรณ์ต่างๆ
        • ระบบสำรองไฟฉุกเฉิน
        • อุปกรณ์สำรองต่างๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์
      5. การรักษาความปลอดภัยด้วยรหัสผ่าน เพื่อป้องกันมิให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึง แก้ไข,เปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือไม่สามารถใช้งานระบบสารสนเทศในส่วนที่มิได้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลและระบบสารสนเทศ ให้แก้ผู้ใช้งานอย่างเหมาะสมกับหน้าที่และความรับผิดชอบ โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยที่อนุญาตให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่รับผิดชอบสามารถเข้าในระบบได้ตามความรับผิดชอบ (Access) โดยมีลำดับขั้นของระบบฐานข้อมูลและการกำหนดสิทธิให้บุคคลสามารถเข้าถึงแต่ละระดับฐานข้อมูล ดังนี้
        • บุคคลที่สามารถเรียกดูข้อมูลได้เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ไข ปรับปรุงข้อมูลได้
        • บุคคลที่สามารถเรียกดูข้อมูลและแก้ไข ปรับปรุงข้อมูลในส่วนที่ผู้ใช้รับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูลในฐานข้อมูลนั้น
        • บุคคลที่สามารถเรียกดู แก้ไข ปรับปรุงข้อมูลระดับฐานข้อมูล ในกรณีที่ผู้ใช้มีข้อผิดพลาดในการปรับปรุงข้อมูล ผู้รับผิดชอบของหน่วยงานเจ้าของหน่วยงานเป็นผู้ดูแล แก้ไข ข้อมูลในส่วนนี้ซึ่งการเข้าใช้ฐานข้อมูล ในแต่ละระบบ จะมีการกำหนดสิทธิการเข้าถึงฐานข้อมูล ตามหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ใช้ฐานข้อมูล เพื่อรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูล โดยมีการกำหนด Log in และ Password ในการเข้าถึงข้อมูลและผู้มีสิทธิ์เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงและเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลได้ ผู้ใช้ระบบทั่วไปที่ผู้บังคับบัญชาที่เป็นหน่วยงานเจ้าของระบบเป็นผู้อนุมัติให้ดำเนินการได้โดยจะแบ่งเป็นการดูข้อมูลได้เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้และการที่สามารถปรับปรุงข้อมูลได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูล
        • กำหนดระยะเวลาการใช้งานระบบสารสนเทศ ของผู้ใช้ระบบ (User) โดยผู้ใช้ระบบจะไม่สามารถใช้งานระบบสารสนเทศได้ เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้
        • การกำหนดรหัสผ่านควรมีความยาวไม่ต่ำกว่า6 ตัวอักษรและควรใช้ตัวเลข,อักขระพิเศษประกอบและสำหรับผู้ใช้งานระบบสารสนเทศ ควรมีการเปลี่ยนรหัสผ่านอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน โดยการเปลี่ยนรหัสผ่านแต่ละครั้งไม่ควรให้ซ้ำกับรหัสเดิมในครั้งสุดท้าย ซึ่งผู้ใช้งานจะต้องเก็บรหัสผ่านไว้เป็นความลับ ทั้งนี้ถ้ามีผู้อื่นรู้รหัสผ่านจะต้องเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่โดยทันทีเพื่อป้องกันความปลอดภัยของการใช้ระบบสารสนเทศ
      ระเบียบปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาจากภัยพิบัติต่างๆ ดังนี้
      แผนทำระบบคอมพิวเตอร์กลับสู่สภาพปกติเดิม
                การกู้คืนระบบเครื่องแม่ข่ายและอุปกรณ์กระจายสัญญาณ (System Recovery) โดยปกติ ระบบเครื่องแม่ข่ายและอุปกรณ์กระจายสัญญาณ จะต้องอยู่ในสภาพความพร้อมรองรับการให้บริการกับเครื่องลูกข่ายต่างๆ ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง หากไม่สามารถให้บริการ ก็จำเป็นต้องกู้ระบบคืนให้ได้เร็วที่สุดหรือเท่าที่จะทำได้ แผนการนี้เป็นวิธีการที่ทำให้ระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์และข้อมูลกลับสู่สภาพเดิมเมื่อระบบเสียหายหรือหยุดทำงาน โดยดำเนินการ ดังนี้
      1. จัดหาอุปกรณ์ชิ้นส่วนใหม่เพื่อทดแทน
      2. เปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นส่วนที่เสียหาย
      3. ซ่อมบำรุงวัสดุอุปกรณ์ที่เสียหายให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมง
      4. ขอยืมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จากหน่วยงานอื่นมาใช้ชั่วคราว
      5. นำข้อมูลสำรองที่ได้สำรองข้อมูลไว้นำกลับมา restore โดยใช้ทีมกู้ระบบผู้ดูแลระบบ ร่วมกันกู้ระบบกลับมาโดยเร็วภายใน 28 ชั่วโมง
      6. ทำการตรวจสอบระบบปฏิบัติการ ระบบฐานข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง